เรียนภาษาจีนตัวต่อตัวเน้นพูดเน้นใช้,เรียนภาษาจีนเร่งรัดตัวต่อตัว,สอนภาษาจีนตัวต่อตัว,เรียนภาษาจีนเบื้องต้น,เรียนจีนธุรกิจเน้นพูด ,เรียนภาษาจีนตัวต่อตัว, รับสอนภาษาจีนตัวต่อตัว,เรียนภาษาจีนพินอิน ,เรียนภาษาจีนเน้นพูด,
   เรียนภาษาจีนตัวต่อตัว
      email: tikkysulin@hotmail.com
      สอบถาม 0946465945
    สอนภาษาจีนตัวต่อตัว^O^
    สนทนาภาษาจีนพื้นฐาน
      ศัพท์ภาษาจีนพื้นฐาน
    Cool links
      lovechineseclub
      เรียนภาษาจีนออนไลน์กับพี่จิ๋ว
      CRI online
      กวางเจาเทรดแฟร์ canton fair
    SEO
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 4
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 174
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 447,211
15 ตุลาคม 2561
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
 
10  11  12  13 
14  15  16  17  18  19  20 
21  22  23  24  25  26  27 
28  29  30  31       
             
 เรียนภาษาจีนให้ได้ผล
เรียนภาษาจีนหลักสูตรที่นี่เร่งรัด พูดได้เป็นเร็ว 
heart

 
www.joy2china.com > รู้จักจีน 360 องศา > มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Beijing University)
  ผู้เขียน
 หัวข้อ : มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Beijing University) (อ่าน 5003)   
Webmaster
Admin
info@joy2china.com
เมื่อ 19 กรกฎาคม 2554 11:32 น.

ตามระบบการศึกษาของประเทศจีนนั้น การเรียนปริญญาตรีที่นี่ใช้เวลา 4 ปีเท่ากับเมืองไทย แต่ในเรื่องของรายละเอียด เช่น จำนวนหน่วยกิต วิชาที่เลือก การตัดเกรด อาจจะมีแตกต่างกันบ้าง สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศจีน แนนขอนำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (เป่ยต้า) ให้ได้ทราบกัน โดยแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ


1. จำนวนหน่วยกิต นักศึกษาปริญญาตรีต้องเก็บหน่วยกิตโดยเฉลี่ยประมาณ 140 หน่วยกิตภายในเวลา 4 ปี โดยจำนวนหน่วยกิตอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละคณะ แนนขอยกตัวอย่างคณะภาษาและวรรณกรรมจีน (中国语言文学系) นักศึกษาต้องเก็บหน่วยกิตทั้งหมด 140 หน่วยกิต แบ่งเป็นหน่วยกิตจากวิทยานิพนธ์ 8 หน่วย และหน่วยกิตจากวิชาเรียน 132 หน่วย สำหรับวิชาที่เรียนนั้นก็นอกจากจะต้องลงวิชาบังคับประจำเมเจอร์แล้ว ยังมีวิชาบังคับทั่วไป วิชาเลือกเฉพาะเมเจอร์ และวิชาเลือกเสรีอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนักศึกษาทุกคนต้องวางแผนการเลือกวิชาอย่างละเอียด เพราะถ้าเก็บหน่วยกิตของวิชาหมวดใดหมวดหนึ่งได้ไม่ครบก็จะไม่สามารถจบการศึกษาได้


2. นักเรียนจีนทุกคนต้องลงเรียนวิชาการเมือง เช่น วิชาลัทธิมาร์กซิส วิชาแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งในส่วนนี้นักเรียนต่างชาติได้รับการยกเว้น แต่ก็ต้องเลือกวิชาอื่นเพิ่มเติมเพื่อทดแทนหน่วยกิตเหล่านี้


3. นักศึกษาปริญญาตรีทุกคนต้องเลือกเรียนวิชาพละศึกษา 4 ตัว ตัวละ 1 เทอม โดยนักเรียนชายบังคับเลือกมวยไทเก็ก และนักเรียนหญิงบังคับเลือก aerobic dance เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนวิชาอื่นๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น ว่ายน้ำ เทนนิส ปิงปอง บาสเก็ตบอล เต้นรำ ปีนเขา การป้องกันตนเอง โยคะ เป็นต้น


4. วิชาบังคับอีกวิชาหนึ่งก็คือ วิชาคอมพิวเตอร์ โดยต้องลงทั้งหมด 2 ตัว ตัวแรกเป็นวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ส่วนตัวที่ 2 เป็นวิชาคอมพิวเตอร์ระดับสูง เลือก 1 ใน 3 วิชานี้ คือ การเขียนโปรแกรมด้วย Visual Basic การออกแบบเว็บเพจ และการใช้โปรแกรม Multimedia


5. วิชาเลือกเสรี แบ่งเป็นทั้งหมด 5 หมวด คือ หมวดวิทยาศาสตร์ หมวดสังคมศาสตร์ หมวดจิตวิทยา หมวดศิลปศาสตร์และประวัติศาสตร์ และหมวดภาษาศาสตร์ นักศึกษาทุกคนต้องลงเรียนอย่างน้อยหนึ่งวิชาจากทุกหมวด ดังนั้นนักศึกษาจากคณะภาษาและวรรณกรรมจีนอาจจะต้องเลือกวิชาเกี่ยวกับการแพทย์ นักศึกษาจากคณะฟิสิกส์อาจจะต้องเลือกวิชาเกี่ยวกับศิลปะตะวันตก เหตุที่ต้องมีข้อกำหนดโดยละเอียดเช่นนี้ก็เพราะว่า มหาวิทยาลัยต้องการให้นักศึกษามีความรู้ทั้งในด้านกว้างและด้านลึก เป็นบุคคลที่มีความรู้รอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เพียงแต่ในสาขาวิชาของตนเองเท่านั้น


6. การแบ่งคาบเรียน ในวันหนึ่งแบ่งออกเป็น 12 คาบ คาบละ 50 นาที เริ่มตั้งแต่เช้าที่สุดตอน 8 โมง ไปจนถึงคาบสุดท้ายตอน 3 ทุ่มครึ่ง ซึ่งถ้าไม่จำเป็นแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่จะเลี่ยงการเลือกคาบที่เช้าเกินไปหรือดึกเกินไป เพราะเมื่อถึงหน้าหนาว อากาศตอนเช้าและกลางคืนอาจจะต่ำถึง -10°C ทำให้ไม่ค่อยมีคนอยากออกมาเรียนในเวลาดังกล่าวค่ะ


7. สำหรับวิชาที่มีนักศึกษาเลือกเยอะ คุณครูจะมีผู้ช่วยเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ซึ่งเขาจะให้อีเมลหรือเบอร์ติดต่อกับเราไว้ตั้งแต่คาบแรก ถ้ามีปัญหาอะไรในการเรียนก็สามารถขอคำปรึกษาจากพวกเขาได้ เวลาส่งการบ้านก็ส่งไปที่พวกเขาค่ะ


8. บางวิชาเปิดสอนเป็นภาษาอังกฤษ และเรียนรวมกับนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่น Yale University จะส่งนักศึกษามาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งทุกปี พร้อมกับส่งอาจารย์มาเปิดวิชาสอนด้วย 


9. บางวิชามีการพาไปทัศนศึกษานอกสถานที่ เช่น เมื่อตอนแนนเรียนวิชา "การดำรงของมนุษยชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" คุณครูได้พาเราไปชมหอจัดแสดงการวางผังเมืองของกรุงปักกิ่ง และได้อธิบายให้ความรู้กับนักศึกษาไปพร้อมกับการชมด้วยค่ะ



10. การส่งการบ้าน เกือบทั้งหมดส่งทางอีเมล เนื่องจากวิชาเลือกต่างๆ นักศึกษาอาจมีมากถึง 200-300 คน ทางมหาวิทยาลัยจึงค่อนข้างสนับสนุนการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกเพื่อประหยัดทรัพยากรกระดาษค่ะ


11. การสอบ ส่วนใหญ่แล้ววิชาบังคับประจำเมเจอร์จะสอบข้อเขียนแบบ Close book ซึ่งเน้นข้อสอบอัตนัยเป็นหลัก ส่วนวิชาเลือกต่างๆ มีทั้งการสอบข้อเขียนแบบ Open Book และการส่งรายงาน


12. การให้เกรด ในปีที่แนนเข้าเรียนนั้นใช้วิธีการตัดเกรดแบบหยาบ คือ เกรด 4 เท่ากับคะแนนรวม 90 คะแนนขึ้นไป เกรด 3.7 เท่ากับ 85-89 คะแนน และลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงเกรด 1 เท่ากับ 60-64 คะแนน ซึ่งก็แปลว่าถ้าได้ต่ำกว่า 60 คะแนนก็คือสอบตก แต่ในปีหลังๆ มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ออกกฎที่ละเอียดขึ้นในการตัดเกรด การจะได้เกรด 4 ต้องมีคะแนนรวม 99-100 คะแนนเท่านั้น ถ้าได้ 98 คะแนนก็จะได้เกรด 3.99 และลดลงมาทีละนิดตามลำดับ แต่เกณฑ์การสอบตกยังอยู่ที่ 60 คะแนนเช่นเดิม นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีข้อกำหนดว่า ในแต่ละวิชา นักศึกษาที่จะได้คะแนนเกิน 85 คะแนนต้องมีจำนวนไม่เกิน 30% ของนักศึกษาทั้งหมดในห้อง ทั้งนี้ก็เพื่อรับประกันความน่าเชื่อถือของคะแนนค่ะ


13. การทุจริตในการสอบถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ถ้าถูกจับได้จะโดนไล่ออกสถานเดียว ทุกปีในช่วงการสอบปลายภาคจะมีการประกาศรายชื่อนักศึกษาที่โดนลงทัณฑ์จากการทุจริตออกมาเพื่อเตือนไม่ให้นักศึกษาคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง


14. การย้ายคณะ เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก มหาวิทยาลัยให้สิทธิเสรีกับนักศึกษาในการเลือกสาขาวิชาที่จะเรียน โดยไม่จำกัดว่าทั้งสองคณะจะมีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด เพื่อนของแนนที่ย้ายจากคณะบริหารธุรกิจมาคณะภาษาและวรรณกรรมจีนก็มีค่ะ


15. วิชาโท นักศึกษาสามารถลงเรียนวิชาโทได้ โดยวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก แค่ไปยื่นใบร้องขอต่อสำนักงานวิชาการ และลงหน่วยกิตเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของแต่ละคณะ อย่างเช่นเพื่อนแนนลงเรียนวิชาโทของคณะจิตวิทยา ต้องลงเรียนเพิ่มอีก 22 หน่วยกิต แต่เนื้อหาก็จะเข้มข้นเหมือนกับนักศึกษาเมเจอร์จิตวิทยาเลยค่ะ


16. ปริญญาที่สอง นักศึกษาสามารถเลือกเรียนปริญญาที่สองได้ คณะที่เปิดสอนได้แก่ คณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ แต่โดยส่วนมากนักศึกษาต่างชาติจะไม่ค่อยเลือกเรียนปริญญาที่สองกัน เพราะวิชาเหล่านี้เรียนหนักมาก ต้องเก็บหน่วยกิตประมาณ 40 หน่วยกิตภายในเวลา 2 ปี และบางทียังต้องเรียนในวันเสาร์ อาทิตย์ หรือตอนค่ำอีกด้วย


17. เมื่อจบการศึกษา นักศึกษาจะได้รับวุฒิบัตรมา 2 ใบ ใบหนึ่งคือ ใบรับรองการเรียนจบ หมายถึงว่านักศึกษาได้ลงหน่วยกิตครบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดและสอบผ่านแล้ว อีกใบหนึ่งคือใบปริญญา ซึ่งการจะสมัครเรียนต่อปริญญาโทต้องใช้ใบปริญญาใบนี้เป็นหลักค่ะ


18. มหาวิทยาลัยที่จีนไม่มีเครื่องแบบ นักศึกษาจะใส่ชุดอะไรก็ได้มาเรียน


19. มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ดังนั้น เราจะเห็นคุณลุงคุณป้าที่เกษียณแล้ว หรือบุคคลภายนอกที่ฝักใฝ่ในการเรียนมานั่งฟังบรรยายกับเราเสมอๆ



ขอบคุณข้อมูลจาก CRI Online

IP : 221.128.122.XXX



Reply ตอบกลับกระทู้

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

    แนบไฟล์ :
(ขนาดไฟล์ไม่เกิน 2 MB.)
    ผู้เขียน : *
    E-mail : *
 ไม่ต้องการแสดง E-mail
    รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป
Copyright 2009 by joy2china.com
Engine by MAKEWEBEASY